ทำไมบางเว็บไซต์ดูเหมือนไม่ทำ SEO เลยแต่ขึ้นอันดับ 1 ได้?

ทำไมบางเว็บไซต์ดูเหมือนไม่ทำ SEO เลยแต่ขึ้นอันดับ 1 ได้? เป็นคำถามที่ถามกันง่ายๆ แต่ก็ตอบได้ไม่ง่ายนัก เคยสงสัยบ้างไหมครับว่าทำไมบางเว็บไซต์ดูแล้วไม่ได้ทำ SEO เลย โครงสร้างเว็บไซต์ก็ไม่ได้ถูกออกแบบให้มีคุณสมบัติตามหลักของ SEO อีกด้วย ยิ่งบางเว็บหน้าตาไม่ได้ดูสวยงาม ไม่ได้มีการจัดแต่งให้เป็นรูปแบบที่ดูเป็นมืออาชีพ แต่กลับขึ้นอันดับต้นๆของ Google ได้อย่างน่าแปลกใจ ในขณะเว็บขององค์กรใหญ่ๆ หรือเว็บที่ดูแล้วผ่านการทำ SEO มาอย่างดีกลับสู้ไม่ได้

การที่เว็บไซต์หนึ่งๆสามารถขึ้นอันดับต้นๆได้โดยที่ดูแล้วไม่น่าจะขึ้นได้ แสดงว่าเว็บดังกล่าวมีส่วนผสมของคุณสมบัติที่ Google ต้องการอย่างลงตัวพอดี หรือหมายถึงเว็บมาสเตอร์ไม่ได้ตั้งใจทำ SEO แต่ส่วนประกอบไปลงตัวมีคุณสมบัติตามที่ Google ต้องการพอดี จึงสามารถกลับไปตามคำถามเดิมที่ว่า ทำเว็บแล้วไม่ทำ SEO เลยจะได้ไหม

globe-website-ranking

เรามาดูสาเหตุกันเถอะว่าทำไมบางเว็บไซต์ไม่ได้ทำ SEO เลยแต่กลับขึ้นตำแหน่งต้นๆได้

 

1.  คุณภาพ Backlink ที่มี

เมื่อเราเข้าเว็บไซต์เว็บหนึ่งเราไม่สามารถบอกได้เลยว่าเว็บนี้มีจำนวน Backlink เท่าไหร่ (ยกเว้นใช้เครื่องมือวิเคราะห์) เพราะลิงค์ถูกสร้างมาจากเว็บไซต์อื่นๆ เว็บไซต์หน้าตาน่าเกลียดๆอาจจะมี Backlink จากเว็บใหญ่ใหญ่ๆก็เป็นไปได้ เมื่อพูดถึง Backlink แล้ว Google ไม่ได้ให้ความสำคัญกับจำนวน Backlink เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพของลิงค์เช่นลิงค์มาจากเว็บใหญ่ หรือเว็บที่มีความน่าเชื่อถือ เว็บที่ Google มองว่ามีความสำคัญจะมีค่า PageRank สูง โดยที่เว็บไซต์เหล่านี้จะเรียกที่เรียกกันรวมๆว่า Authority Website เช่นเว็บไซต์ข่าว เว็บไซต์ที่มีผู้เข้าแต่ละวันมากๆ

นอกจากนั้นแล้วลิงค์ที่มีความเกี่ยวข้องกลับเนื้อหาก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น เช่นเว็บไซต์ของเราเป็นเว็บไซต์ขายอุปกรณ์แต่งจักรยาน แล้วมีเว็บที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับอุปกรณ์แต่งจักรยานลิงค์เข้ามาไม่กี่ลิงค์จะมีน้ำหนักมากกว่าหลายๆลิงค์ที่มาจากเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวของกัน

ดังนั้นเว็บธรรมดาๆแต่อยู่ๆมีเว็บไซต์ที่มีค่า PageRank สูงลิงค์เข้ามาก็สามารถขึ้นสู่อันดับต้นๆได้

 

2. อายุของเว็บไซต์

อายุของเว็บไซต์ Google จะมองจากอายุของโดเมน อายุของ IP ที่ใช้ ระยะเวลาที่เว็บไซต์นั้นๆเปิดตัวมาจนถึงปัจจุบัน โดย Google มองว่าเว็บไซต์ที่เปิดมาได้หลายปีเป็นเว็บไซต์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว ผ่านการสั่งสมประสบการณ์และข้อมูลมาแล้ว ควรจะเป็นเว็บไซต์ทีมีความน่าเชื่อถือมากกว่าเว็บไซต์ที่เพิ่งเปิดมาได้ไม่กี่เดือน ดังนั้นเว็บไซต์เก่าแก่จึงมีน้ำหนักมากกว่าเว็บไซต์ที่เปิดใหม่

seo_success

นอกจากนั้นแล้วเว็บไซต์ที่มีอายุมากมักจะมี Backlink มากกว่าเว็บไซต์ที่เปิดใหม่เป็นธรรมดา สิ่งหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการทดลองมาแล้วคือ ได้เพิ่ม Backlink ให้กับเว็บไซต์ที่เปิดใหม่ เมื่อเทียบกับเว็บไซต์เก่าๆแล้วหลายๆกรณีจะยังสู้เว็บไซต์เก่าๆไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเทียบกับบริมาณเนื้อที่ใกล้เคียงกันเว็บไซต์ที่อยู่มาก่อนจะมีน่ำหนักมากกว่าเว็บไซต์ใหม่ๆ

 

3. พฤติกรรมการใช้งานของผู้เข้าชมเว็บไซต์

ปัจจัยหนึ่งที่ Google ใช้ในการประเมินว่าเว็บไซต์หนึ่งควรปรากฏตำแหน่งไดคือ พฤติกรรมของผู้ใช้งานบนเว็บไซต์ของเรา โดยมี 3 ตัววัดที่สำคัญคือ Click Through Rate, Bounce Rate และ Time On Site

ตัววัดรแกอัตรการกดลิงค์ผลการค้นหา หรือที่เรียกว่า Click Through Rate (CTR) ซึ่งหมายถึงเปอร์ที่มีการกดเข้าเว็บไซต์นั้นในผลการค้นหาเมื่อเทียบกับจำนวนครั้งที่เว็บไซต์นั้นปรากฏในผลการค้นหาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ตัวอย่างเช่นเว็บไซต์หนี่งปรากฏในผลการค้นหา 10,000 ครั้งในรอบ 1 เดือน และมีผู้ใช้งานกดเข้าไปในเว็บไซต์ 2,000 ครั้ง Click Trough Rate จะเท่ากับ (2,000/10,000) x 100% หรือ 20% นั่นเอง เว็บไหนยิ่งมี CTR สูงก็จะมีโอกาศปรากฏในตำแหน่งแรกๆของผลการค้นหา

สมัยแรกๆของกูเกิลพฤติกรรมของผู้ใช้งานไม่ได้ถูกน้ำมาเป็นปัจจัยประเมิณน้ำหนัด SEO แต่ใช้คีย์เวิร์ด เนื้อหาที่ใกล้เคียงและ Backlink เป็นหลัก แต่หลังจากที่กูเกิลมีศักยภาพในการจัดเก็บข้อมูลการคลิ๊กประวัติการทุกการท่องเว็บไซต์ทุกรายละเอียดพฤติกรรมการท่องเว็บไซต์ก็ถูกนำมาเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อ SEO

จากการทำลองของ Advance Web Ranking (AWR) เมื่อเดือน กรกฎาคม 2014 จำนวน 5000 เว็บไซต์พบว่า CRT มีผลต่ออันดับผลการค้นหา Google เป็นอย่างมาก โดยที่เว็บไซต์อันดับ 1 ถึง 5 มีผลรวมจำนวนคลิ๊กรวมกันเกือบ 68% ในขณะที่ผลรวมจำนวนคลิ๊กเว็บไซต์อันดับ 6 ถึง 10 รวมกันแค่ 3.73%

AWR-CRT

AWR-CRT-sum

AWR-CRT-graph

ภาพ: MOZ (https://moz.com/blog/google-organic-click-through-rates-in-2014)

 

นอกจาก CRT แล้วปัจจัยต่อมาคือ Bounce Rate หรือเปอร์คนกด back ไปยังหน้าค้นหาทันทีหลังจากที่เขาเว็บไซต์ Bounce Rate บอกถึงความประทับใจครั้งแรกที่ผู้ใช้งานเห็นเว็บไซต์ หรือตีความหมายได้ว่าผู้เข้าชมกดถอดหลังทันทีที่เข้าเว็บไซต์ซึ่งหมายถึงผู้เข้าชมเห็นเว็บไซต์ครั้งแล้วคิดว่ามีเนื้อหาตรงกับที่ต้องการ เลยกด Back ในทันทีเพื่อเข้าไปดูเว็บไซต์อื่นๆ หากมีอ Bounce Rate สูงหมายความว่าคุณสมบัติของ SEO จะต่ำ เช่นมีคนกดเข้าเว็บไซต์ 1000 คน และ 980 คนที่กดเข้าไปแล้วกดปุ่มกลับทันที่ แบบนี้ Google จะรู้ว่าเว็บไซต์นี้ไม่เหมาะสมกับคำค้นหานี้ซักเท่าไหร่

Time On Site คือระยะเวลาที่ผู้ใช้งานเปิดหน้าเว็บเพจของเว็บไซต์นั้นๆ ยังเปิดนานยิ่งบ่งบอกได้ว่าผู้ใช้งานสนใจเนื้อหาในเว็บไซต์นั้นๆ หลายคนอาจจะถามว่าแล้วถ้าเปิดเว็บทิ้งไว้ก็จะตีความหมายว่าคนสนใจเนื้อหาในเว็บด้วยนะสิ จริงๆแล้วมีเงื่อนไขการประเมิณมากกว่านั้นอีก นอกจากระยะเวลาแล้ว Google จะดูพฤติกรรมการท่องเว็บไซต์ว่าเป็นการเปิดอ่านเนื้อหาจริงๆหรือว่าเปิดเว็บทิ้งไว้เฉยๆ

 

4. ลิงค์ระหว่างเว็บไซต์ (Cross Links) และภายในเว็บไซต์ (Link Juice)

ลิงค์ระหว่างเว็บไซต์ หรือ Cross Link หมายถึง 2 เว็บไซต์ที่มีการลิงค์ไปมาระหว่างกัน หรือที่เรียกว่าการแลกลิงค์ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับ Backlink เพียงแต่ต่างกันตรงที่ Backlink จะหมายถึงลิงค์ที่เข้ามายังเว็บไซต์ ส่วน Cross Link คือลิงค์เข้ามาและและลิงค์ออกไปจากเว็บ

ถ้า 2 เว็บไซต์ที่กล่าวถึงมีเนื้อหาที่สัมพันธ์เกื้อหนุนกัน และเป็นเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือกัน ยิ่งจะทำให้ค่า SEO สูงขึ้น ยิ่งมีคู้ลิงค์มากขึ้นก็จะทำให้ค่า SEO สูงขึ้นไปอีก เทคนนิคนี้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายสมัยอินเตอร์เน็ตกำลังบูมในยุคแรกๆ ระหว่างปี 1995 ถึง 2000 ซึ่งสมัยนั้นเว็บมาสเตอร์ไม่ได้หวังผลทาง SEO เท่าไหร่ แต่หวังว่าการแลกลิงค์กันจะทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์อื่นเห็นเว็บไซต์ของตัวเองบ้าง

seo-path

ภาพ: The Next Web

ลิงค์ระภายในเว็บไซต์เดียวกัน หรือที่เรียกว่า Link Juice เป็นการทำลิงค์เชื่อมระหว่างหน้าหนึ่งไปยังหน้าหนึ่งภายในเว็บไซต์เดียวกัน เป็นคุณสมบัติหนึ่งที่เว็บมาสเตอร์จำนวนมากมองข้ามไปหรือคิดว่าไม่มีผลต่อ SEO แต่จริงๆแล้วๆ การเชื่อมลิงค์ภายในก็เหมือนการเชื่อมเนื้อหาที่เหมืนอกันในหน้าหนึ่งไปยังอีกหน้าหนึ่ง มีผลต่อ SEO พอสมควร แต่ต้องเป็นลิงค์ที่สมเหตุสมผลเชื่อมเนื้อหาที่เหมือนกันเท่านั้นถึงจะมีน้ำหนัก การลิงค์กันมั่วระหว่างหน้าก็เหมือนการทำลิงค์ภายในยุ่งเหยิงซึ่งจะทำให้มีผลในแง่ลบ

 

5. Keyword ที่มีคนค้นหาน้อย หรือการแข่งขันต่ำ

บางเว็บไซต์ดูหน้าตาแล้วไม่น่าจะขึ้นอันดับต้นๆได้แต่ปรากว่าสามารถอยู่ในอันดับ 1 เหตุผลอย่างหนึ่งคือ คีย์เวิร์ด ที่ใช้คนหาดังกล่าวมีการแข่งขันต่ำ หากอยู่ในธุรกิจที่เป็นธุรกิจที่เฉพาะเจาะ (เรียกว่า Niche) มีผู้แข่งขันไม่มากเว็บไซต์ก็สามารถขึ้นอันดับต้นๆได้ไม่ยาก

เมื่อขึ้นอันดับต้นๆแล้ว ตำแหน่งมักจะไม่เปลี่ยนแปลงบ่อยมากนักเนื่องจากมีคนใช้ค้นหาไม่มากพอที่จะทำให้ Google อับเดทตำแหน่งบ่อยๆ

 

6. อัตราการเติบโตของเว็บไซต์ที่เหมาะสม

การเติบโตในที่นี้หมายถึงปริมาณของเนื้อหาที่เพิ่มเข้าในเว็บไซต์ตามระยะเวลา ในช่วงหลังๆบรรดาเว็บมาสเตอร์พยายามจะปั้ม SEO กันหลายๆทาง ไม่ว่าจะเป็นเพิ่ม Backlink อัดเนื้อหาหนักๆ ในเวลาอันสั้น แต่กูเกิลก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่าการเติบโตแบบไหนที่เป็นการเติบโตบแบบธรรมชาติและการเติบโตแบบไหนเป็นการเติบโตแบบปั้ม ในบางสถาณการณ์กูเกิลจะเลือกเว็บไซต์ที่มีการเติบโตเป็นธรรมชาติ ดังนั้นเราจะเห็นบางเว็บไซต์ที่ไม่ค่อยหวือหวา แต่สามารถขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆได้

 

7. คุณภาพของเนื้อหา

คุณภาพของเนื้อหาเป็นสิ่งที่ Google ให้ความสำคัญที่สุด

เมื่อพูดถึงคุณภาพของเนื้อหาในโลก SEO จะแตกต่างจากคุณภาพเนื้อหาในชีวิตประจำวัน ตรงที่คุณภาพของเนื้อหาที่ Google มองคือเนื้อหาที่มีคุณค่าต่อผู้อ่าน ไม่ซ้ำกับเนื้อหาอื่น เนื้อหาที่สัมพันธ์กับสิ่งที่เว็บไซต์ต้องการนำเสนอ หากมีคุณสมบัติเหล่านี้อย่างเหมาะสมเว็บไซต์หนึ่งๆก็สามารถขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆได้ แต่มนุษย์มักจะประทับใจกับความสวยงาม กราฟฟิกที่ดึงดูดความสนใจ และโครงสร้างเว็บไซต์ที่ดูเป็นมืออาชีพ ส่วนเนื้อหาถึงตามมาทีหลัง

quality content

 

มีหลายๆกรณีที่เว็บไซต์ที่ดูเป็นมืออาชีพมีเนื้อหาที่ซ้ำกับที่อื่น (Duplicate Content) การมีเนื้อหาที่ซ้ำกันเป็นสิ่งที่ Google มองว่าเป็นตัวลดคุณค่าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ Google Update ที่มีชื่อเรียกว่า Panda Update ซึ่งมีการอับเดทหลายๆครั้งตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา สามารถแยกออกได้ว่าเนื้อหาไหนซ้ำกับที่อื่น และเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาซ้ำจะถูกลดค่า SEO ลงเป็นอย่างมาก

เราสงสัยว่าเว็บไซต์หนึ่งดูสวยงาม เป็นมืออาชีพ มีการจัดเรียงหน้าหนาที่เหมาะสม กลับสู้เว็บไซต์ธรรมดาๆหน้าตาธรรมดาๆไม่ได้ สาเหตุเพราะ Google วิเคราะห์แล้วว่าเว็บไซต์ดังกล่าวมีเนื้อหาที่มีคุณภาพมากกว่า

 

 

 

One Response

  1. Chorchang June 26, 2016

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *