6 วิธีทำ SEO สำหรับแฟนเพจของ Facebook แบบง่ายที่หลายคนมองข้าม

เราได้กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้ Google มองเห็น Facebook เพจเพจของเรา โพสต์นี้จะแนะนำวิธีจัดการเพจให้มีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อให้เพจปรากฏอยู่ในอันดับต้นๆ ของผลการค้นหาของ Google โดยจะกล่าวถึงการจัดการบนแฟนเพจเท่านั้น (On Page) ไม่รวมถึงการจัดการนอกเพจ (Off Page) เช่นการสร้าง Backlink หรือการโปรโมตเพจโดยวิธีอื่นๆซึ่งต้องทำอีกส่วนหนึ่ง

ข้อมูลเหล่านี้รวบรวมมาจากเว็บไซต์ www.moz.com ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสนับสนุนเครื่องมือ SEO ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอินเตอร์เน็ตในนณะนี้ โดยจะเริ่มบทความตอนละวิธี มีดังนี้ครับ

วิธีการที่ 1: เพิ่มไลค์ให้มากเข้าไว้

ทุกวันนี้ยังมีคำถามว่าจำนวนไลค์บนเพจมีผลต่อตำแหน่งของผลการค้นหาของ Google จริงเหรอ  หากรวบรวมคำตอบของผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกมาแล้ว คำตอบคือ “จำนวนไลค์มีผลต่อการค้นหาของ Google”

แต่…จำนวนไลค์อย่างเดียวไม่ได้มีผลจะว่ามีจำนวนไลค์เยอะเพจจึงขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆของผลการค้นหา ไม่เช่นนั้นแล้วเจ้าของเพจทุกคนบนโลกคงเอาแต่แข่งกันเพิ่มจำนวนไลค์ให้มากที่สุดโดยไม่ให้ความสำคัญต่อปัจจัยอื่น หากเป็นเช่นนั้นเพจที่มีทุนทรัพย์มากก็คงทุ่มไปกับการโปรโมตใน facebook ads อย่างหนัก และอยู่อันดับต้นๆของผมการค้นหาไปแล้ว

ในความเป็นจริงแล้ว Google ฉลาดพอที่จะรู้ว่าหากใช้หลักเกณฑ์นั้นอย่างเดียวเจ้าของเพจก็จะเน้นปั้มจำนวนไลค์กันอย่างหนักโดยไม่สนใจเนื้อหาในเพจนั้น

นอกจากนั้นแล้วยังมีไลค์ปลอม หรือไลค์ที่เกิดจากโปรแกรม หรือไลค์ที่เกิดจากการปั้มไลค์อัตโนมัติ ซึ่งไม่ควรมีผลทำให้ผลการค้าหาเพิ่มขึ้นไปอันดับที่ดีได้เลยนอกจากนั้นยังจะส่งผลทำให้ facebook ลบไลค์และแบนเพจหากตรวจพบว่าใช้กระบวนการที่ไม่ถูกต้องตามกฏของเฟสบุ๊คเพื่อให้ได้ไลค์เหล่านั้นมา

 

จากรายงานของผู้เชี่ยวชาญ SEO จาก moz.com พบว่านอกจากจำนวนไลค์แล้ว Google มีใช้ตัววัดอย่างอื่นด้วยเช่น

  • ความสัมพันธ์หรือคุณภาพของคีย์เวิร์ดที่อยู่ในเพจ เช่นรายละเอียดเพจ หรือส่วน About
  • ปริมาณและคุณภาพของคีย์เวิร์ดเป้าหมายที่โพสต์
  • ปริมาณและคุณภาพของคีย์เวิร์ดเป้าหมายที่แชร์
  • ปริมาณและคุณภาพของคีย์เวิร์ดเป้าหมายที่มี engagement ไม่ว่าจะเป็นคอมเม้นต์ โต้ตอบระหว่างผู้ตัดตามด้วยกัน หรือผู้ติดตามกับแอดมิน หรือการแชร์ การกด reaction ต่างในเพจ

และสิ่งชีวัดที่สุดที่ facebook ให้ความสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งคือ ปริมาณการปฏิสัมพันธ์ระหว่าผู้ติดตามกับเพจ หรือที่เรียกว่า engagement นอกจากนั้นยังหมายถึงปริมาณเนื้อหาที่มีการโพสต์ หรือโต้ตอบ และแชร์ระหว่างผู้ติดตามของเพจนั้นๆ

หมายเหตุ: ต้นปี 2014 Facebook ได้ถอดจำนวน talking about ออกจากตัวเลขในเพจทั้งในส่วนหน้าเพจและส่วนของหน้าแอดมิน และได้เปลี่ยนการปฏิสัมพันธ์ภายในแฟนเพจเป็น engagement

จะเห็นได้ว่าปริมาณเนื้อหา และการปฏิสัมพันธ์ของผู้ติดตามจะไม่เกิดขึ้นเลยหากไม่มีไลค์ในเพจ ดังนั้นยิ่งมีไลค์มากเท่าไหร่ยิ่งเพิ่มโอกาศของการมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดเป้าหมายมากขึ้น เท่านี้ก็ตอบได้แล้วว่าการมีไลค์จำนวนมากย่อมดีกว่ามีน้อย

ถึงแม่ว่า Google จะไม่เคยออกมายืนยันว่าจำนวนไลค์มีผลต่อตำแหน่งผลการค้นหาของเพจ แต่ผู้เชี่ยวชาย SEO จำนวนมากได้ทดสอบและพบว่าจำนวนไลค์มีผลต่อตำแหน่งการผลการค้นหา Google จริงๆ เพื่อให้มีหลักฐานที่ชัดเจน ขอยกตัวอย่างรายงานของ Search Metrics ซึ่งเป็นผู้ให้บริการวิเคราะห์และปรับปรุงคุณ SEO ซึ่งได้ทำการทดสอบปัจจัยที่ที่มีผลผลการค้นหาของ Google USA ระหว่างปี 2012 – 2013 ผลที่ออกมาพบว่า 7 ปัจจัยจาก 8 อันดับแรกคือ Social Media และในจำนวนนั้น มี 4 อย่างที่เป็นของ Facebook

หากอ้างอิงจากวิจัยนี้กล่าวได้ว่าสิ่งที่มีผลต่อผมการค้นหาของ Google คือ
1. จำนวนและคุณภาพของ Facebook Share (หมายถึงผู้ติดตามแชร์เพจของเรา)
2. จำนวนและคุณภาพของเนื้อหาที่ปรากฏในส่วนต่างๆของเพจ เช่นคำอธิบายเพจ เกี่ยวกับเพจ หรือโพสต์ของเพจ
3. จำนวนและคุณของ Facebook Comment
4. จำนวน Facebook Like

จะเห็นได้ว่า Facebook Share มีส่งผลต่อ SEO ไม่ต่างจาก Google +1 (แน่นอน +1 เป็นของ Google ย่อมต้องมีน้ำหนักมากกว่า) ไม่ว่าจะเป็น Facebook Share, Facebook Comment จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มี Like ในแฟนเพจเกิดขึ้นก่อน

หากยังไม่เชื่อว่าจำนวนไลค์จะมีผลต่อผลการค้นหา ลองมาดูอีกวิจัยของ ShopSocially ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ E-Commerce บนโซเชียลเน็ตเวิร์ค โดยศึกษาจากการทดสอบจำนวนไลค์ในระดับต่างๆว่ามีผลต่อการค้นหาของ Google อย่างไร จำนวน 200 เพจเป็นระยะเวลาหนึ่ง ได้ผลตามที่ปรากฏในกราฟด้านล่าง

SEO Rank คือตำแหน่งของเว็บหรือเพจที่ปรากฏในหน้าผลการค้นหาของ Search Engine ยิ่งตัวเลขตำแหน่งต่ำเท่าไหร่ยิ่งมีคนเห็นก่อน จะเห็นได้ชัดเจนว่ายิ่งมีจำนวนไลค์เพิ่มมากเท่าไหร่ ตำแหน่งผลการค้นหายิ่งมาอยู่ตำแหน่งแรกๆของลการค้นหา ดังนั้นการเน้นการเพิ่มจำนวนไลค์จึงเป็นสิ่งที่ทำแล้วไม่เสียเปล่าแน่นอน

อย่างไรก็ตามเรื่องจำนวนไลค์นี้ ต้องย้ำว่าต้องเป็นไลค์ที่เกิดจาก facebook ส่วนตัวที่มีตัวตนและ Active อยู่จริงๆ ยิ่งเป็นไลค์ที่มาจาก FB ส่วนตัวที่ใช้งานทุกวันยิ่งดี แต่หากเป็นไลค์ที่เกิดจากการปั้มจากสคริปต์หรือโปรแกรมต่างที่ไม่ได้เกิดจากคนกดจะเป็นไลค์เสมือน ไลค์แบบนี้มีแต่ผลในทางลบให้กับเพจเนื่องจากตั้งแต่ปลายปี 2555 เป็นต้นมา Facebook ได้ทำการลบไลค์แบบนี้ออกเรื่อยๆ

ที่ว่าให้เน้นเพิ่มไลค์เยอะๆนั้นไม่ได้หมายถึงมีจำนวนไลค์เยอะอย่างเดียวแล้วเพจจะขึ้นหน้าหนึ่งได้ทันที Google ฉลาดพอที่จะรู้ว่าหากใช้หลักเกณฑ์นั้นอย่างเดียวเจ้าของเพจก็จะเน้นปั้มจำนวนไลค์กันอย่างหนักโดยไม่สนใจเนื้อหาในเพจนั้น นอกจากจำนวนไลค์แล้ว Google มีใช้ตัววัดอย่างอื่นด้วยเช่น ความสัมพันธ์หรือคุณภาพของคีย์เวิร์ดที่อยู่ในเพจ เช่นรายละเอียดเพจ หรือโพสต์ต่างๆ จำนวนการแชร์ จำนวนไลค์โพสต์ ฯลฯ ซึ่งรวบยอดออกมาเป็นปริมาณการปฏิสัมพันธ์ระหว่าผู้ติดตามกับเพจ หรือที่เรียกว่า จำนวน talking about this จะเห็นได้ว่าแทบทุกตัววัดที่มีผลต่อการค้นหาของ Google มีพื้นฐานมาจากจำนวนไลค์ที่มีนั่นเอง

ถึงแม้ว่าหลายๆปีที่ผ่านมา Google จะไม่เคยออกมาเปิดเผยว่าสิ่งเหล่านี้มีผลต่อผลการค้นหาหรือไม่ แต่จากการค้นคว้าและทดสอบของผู้เชี่ยวชาญ SEO พบว่าจำนวนไลค์มีผลต่อการค้นหาของ Google จริงๆ

Tip: เพิ่มไลค์ให้เพจให้มากที่สุด และพยายามเพิ่มการแชร์ของผู้ติดตาม  เพิ่มคอมเมนต์ และอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลให้มีจำนวน talking about this มากขึ้นด้วย

 

วิธีที่ 2:  ตั้งชื่อแฟนเพจให้มีคำหรือคีย์เวิร์ดเป้าหมายที่คนค้นหา

คีย์เวิร์ดเป้าหมายคือคำที่เรามีคนค้นหาแล้วเราต้องการให้เพจของเราขึ้นอันดับแรกๆของผลการค้นหาของคำนั้น เช่น ร้านขายแว่นตากันแดด ก็ต้องมีคีเวิร์ดเป้าหมายเป็น “ขายแว่นตากันแดด” หรือ “แว่นตากันแดด ราคาถูก” เป็นต้น

ผู้เชี่ยวชาญ SEO ทั่วโลกต่างเชื่อว่าการมีชื่อที่ตรงกับคีย์เวิร์ดหรือคำค้นหาเป้าหมายเป็นปัจจัยที่ทำให้ Google มองเห็นเพจได้ง่ายที่สุดปัจจัยหนึ่ง ชื่อเพจที่แสดงถึงสิ่งที่เข้าของนำเสนอ เช่น “รองเท้าแบรนด์เนม น้ำเข้าจากฮ่องกง” หรือ “ขายแว่นตา Rayban โดยน้องนัท”  หรือ “บริการตัดขนน้องหมา ย่านรังสิต” จะเป็นอะไรที่หาง่ายที่จะรู้ว่าเพจนี้เกี่ยวกับอะไร เมื่อมีการค้นหา Google จะตรวจดูเพจที่มีชื่อตามคีย์เวิร์ดและมีโอกาศที่แฟนเพจที่มีชื่อตรงกับคำที่ผู้ใช้ค้นหาจะถูกแสดงก่อนเพจอื่นๆ

แต่ก็มีหลายเพจที่ต้องการการใช้ชื่อเพื่อแสดงเป็นแบรนด์ของตัวเอง โดยไม่มีคีย์เวิร์ดของสินค้าหรือบริการ เช่น “MXMW Service”  หรือ “Luffy By Mam” หรือ “Tint”  มักจะไม่บอกให้โลกรับรู้ในตอนแรกว่าขายหรือเสนออะไร แต่ถ้าหากเป็นชื่อที่มีคนรู้จักอยู่แล้วเจ้าของเพจก็ไม่ต้องการคำอธิบายอื่นในชื่อเพจนั้น

เพจแบบส่วนใหญ่จะต้องบิลด์แบรนด์ของตัวเองให้เป็นเพจที่มีคนรู้จักหรือมีจำนวนไลค์เยอะๆ เมื่อเพจเป็นที่รู้จักผู้คนจะเริ่มพูดถึงจะเริ่มมี เว็บที่ตั้งชื่อแนวนี้มักเน้นอับเดทเนื้อหาที่ส่วนอื่นให้ตรงกับสิ่งที่เพจนำเสนอแทน เช่นในรายละเอียดของเพจ ส่วน About หรือโพสต์ต่างๆ วิธีนี้ก็ได้ผลเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามการมีชื่อเพจสะท้อนสิ่งที่เพจนำเสนอจะสื่อให้ผู้พบเห็นเข้าใจง่ายที่สุด

แล้วชื่อเพจอยู่ตรงไหน? ชื่อเพจก็คือตัวอักษรที่ปรากฏตรงกลางเพจ อยู่ติดกับรูปโปรไฟล์เห็นชัดเจน หลายคนสับสนระหว่างชื่อเพจกับ URL  หรือ username เพจ (URL หรือ Username เพจอยู่ในช่อง URL ของบราวเซอร์) ด้านล่างคือตัวอย่างของชื่อเพจ

หากต้องการให้ Google เห็นชื่อเพจก่อนจะเลือกตั้งชื่อเพจแบบมีคีเวิร์ดเป้าหมายดี หรือว่าเลือกตั้งตามแบรนด์ของตัวเอง เช่นชื่อร้าน ชื่อสินค้า ชื่อยี่ห้อ เป็นคำโดดๆของตัวเอง หรือชื่อแบรนด์แล้วตามด้วยคีย์เวิร์ด หรือคีเวิร์ดล้วนๆ คำตอบคือถ้ากิจการเล็กๆให้เลือกใช้ชื่อแบรนด์ตามด้วยคีย์เวิร์ด แต่ถ้าเป็นสินค้าที่มียี่ห้อคนรู้จักแล้วเจ้าของเพจจะเลือกใช้ชื่อแบรนด์โดดๆมากกว่า

ตัวอย่างแฟนเพจด้านล่าง หากค้นหาคำว่า “viral SEO service” เพจนี้จะปรากฏในตำแหน่งแรกของ Google จากจำนวน 2.4 ล้านผลการค้นหา ทั้งๆที่เพจนี้มีคนไลค์แค่พันกว่านิดๆ จากเพจนี้จะเห็นได้ว่าชื่อแบรนด์หรือบริษัทของเขาคือ MOS SEO Services แต่เขาเลือกที่จะไม่ใช้ชื่อแบรนด์มาใช้ในชื่อเพจ แต่เน้นให้เพจของเขาเป็นอันดับแรกของการให้บริการ viral SEO และสามารถอยู่อันดับ 1 ได้  นี่คือพลังของชื่อเพจ

เพื่อให้เห็นความชัดเจนของเพจภาษาไทย ขอยกตัวอย่างให้เห็นซัก 2-3 ตัวอย่าง  ดังนี้
หากค้นหาคำว่า “อุปกรณ์เดินป่า” จะพบว่ามี 4.5 ล้านผลการค้นหา หน้าแรกของผลการค้นหาเป็นเว็บไซต์ และอันดับที่ 13 เป็นแฟนเพจ (ขึ้นอันดับ 1 ในบรรดาแฟนเพจด้วยกัน) เพจนี้ก็เช่นกันไม่สนใจเน้นสร้างหรือนำเสนอแบรนด์ของตัวเอง แต่แน้นให้คนค้นหาอุปกรณ์เดินป่าแล้วเจอเพจหลังจากนั้นยี่ห้อะไร หรือมีอะไรบ้างค่อยมาดูกันในรายละเอียดของเพจอีกที เพจนี้มีไลค์สี่พันกว่าไลค์ แต่แต่สามารถขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆของคีย์เวิร์คค้นหาดังกล่าวได้

ตัวอย่างต่อมาเป็นการนำชื่อแบรนด์มารวมกับคีย์เวิร์ดเป้าหมายแล้วตั้งเป็นชื่อเพจ ซึ่งทำได้มีประสิทธิภาพมาก ร้านนี้บริกาหากต้องการทำจี้ชื่อตัวอักษร อาจจะค้นหาคำง่ายๆว่า “จี้ชื่อ ทองคำ” จะพบว่ามี 3 ล้านผลการค้นหา และพบว่าเพจตัวอย่่างด้านล่างสามารถขึ้นอยู่อันดับ 1 ได้ เพจนี้มีคนกดไลค์หมื่นพันกว่าคนซึ่งช่วยสร้างน้ำหนักให้เพจ และที่ชัดเจนไม่น้อยไปกว่ากันคือชื่อเพจ มีคำที่ตรงกับคำที่เป็นคีย์เวิร์ดการค้นหา ยิ่งทำให้เพจนี้ขึ้นอันดับ 1 จากจำนวนหลายล้านหน้า

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับชื่อของเพจคือ เราสามารถเปลี่ยนชื่อเพจไปมาได้อย่างอิสระตราบเท่าที่จำนวนไลค์ของเพจตำกว่า 200 หากเพจมีไลค์เกิน 200 ไลค์ไปแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนชื่อเพจได้อีกต่อไป (หากจะเปลี่ยนต้องทำเรื่องไปที่ทีมงานของ Facebook โดยตรงซึ่งยุ่งยาก วุ่นวายและเสียเวลาเป็นอย่างมาก) ดังนั้นก่อนที่จะมีไลค์เกิน 200 ไลค์ให้วางตัดสินใจเลือกชื่อของเพจที่จะใช้ตลอดไปให้ได้

Tip: Google จะให้ความสำคัญกับคำคำแรกของชื่อของเพจ ดังนั้นพยายามให้คำแรกของชื่อเพจเป็นคีย์เป้าหมายให้ได้มากที่สุด

 

วิธีที่ 3: เลือกลิงค์เพจ หรือ Username เพจเป็นของตัวเอง

ก่อนอื่นขออธิบายก่อนว่า Username ของเพจคืออะไร Username คือชื่อส่วนตัวที่เราตั้งและอยู่ท้ายลิงค์ของเฟสบุ๊ค www.facebook.com/USERNAME เช่น www.facebook.com/mypinkshop หรือ www.facebook.com/KstyleShop4You ดังนั้น Username คือ mypinkshop และ KstyleShop4You ตามลำดับ

อย่าสับสนระหว่าชื่อเพจ กับลิงค์เพจนะครับ ชื่อเพจ (หรือเรียกว่า Title) คือชื่อที่ปรากฏข้างๆรูปโปรไฟล์ของเพจไม่ได้เกี่ยวอะไรกับลิงค์ ในขณะที่ลิงค์ของเพจ (หรือเรียกว่า Page URL)  จะปรากฏใน URL ของบราวเซอร์ เช่นเพจ Geek มีชื่อว่า Geek.com ส่วน URL ของเพจคือ www.facebook.com/geekdotcom

ทันทีทีี่เราสร้างแฟนเพจเสร็จ Facebook จะตั้งลิงค์ หรือ URL ให้เราอัตโนมัติโดยอาศัยชื่อเพจเป็นองค์ประกอบ เช่น

www.facebook.com/pages/Geek-Web-Site/5298713175277238

ซึ่งเป็นชื่อที่ยาว จำยาก พิมพ์ลำบาก เวลาจะบอก Username ให้กับคนรู้จักหรือลูกค้ามักจะไม่สะดวกนัก และที่สำคัญคือ Google ให้นำหนักกับลิงค์เป็นอันดันต้นๆ หมายความว่าหากมีการค้นหา Google จะมองหาชื่อในลิงค์หรือ Username ของเพจเป็นอันดับแรกๆ หากลิงค์นั้นไม่มีคีย์เวิร์ดเป้าหมาย Google ก็จะมองหาคีย์เวิิร์ดในส่วนอื่นๆ แต่ถ้าใน Username มีคีย์เวิร์ดเป้าหมาย และคำในชื่อเพจสัมพันธ์กันก็ยิ่งจะมีน้ำหนักมากขึ้น

แอดมินของเพจสามารถเปลี่ยน URL เพจเป็นของตัวเองได้เมื่อมีจำนวนไลค์ในเพจเกิน 30 ไลค์ จากตัวอย่าง URL ข้างบน เราก็สามารถเปลี่ยนเป็น

www.facebook.com/geeekdotcom

จะได้ออกมาเป็นดังนี้

ซึ่งสั้น อ่านง่ายและชัดเจนกว่า และจะช่วยให้ Google ค้าพบเพจได้ง่าย สามารถเปลี่ยน URL เพจเป็นของตัวเองได้ที่

https://www.facebook.com/username

หาก URL ที่เราเลือกยังว่างอยู่ก็จะสามารถใช้ได้ตามตัวอย่างด้านล่าง

ข้อควรรู้คือ หลังจากเลือกชื่อ URL ของตัวเองครั้งแรกแล้วสามารถเปลี่ยนได้อีกครั้งเดียวเท่านั้น (หมายความว่าทั้งหมดเปลี่ยนได้ 2 ครั้ง) ดังนั้นควรตัดสินใจใช้ URL ที่คิดว่าเหมาะกับเพจมากที่สุด

ขอเสียของการตั้ง Username ของเพจเป็นชื่อของเราเองคือเราจะต้องตั้งเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น ไม่สามารถใส่ภาษาไทยลงไปได้ ดังนั้นควรตั้งชื่อที่มีคำพ้องกับสิ่งที่เรานำเสนอในเพจให้มากที่สุด

Tip: เปลี่ยน URL เพจเป็นคำของตัวเองโดยให้มีคำที่เราต้องการได้ เนื่องจาก Google จะให้ความสำคัญกับคำใน URL ซึ่งมีผลต่อการค้นหา

 

วิธีที่ 4:  ใส่คีย์เวิร์ดเป้าหมายในส่วนต่างของแฟนเพจให้ครบถ้วน

แม้แฟนเพจกับเว็บไซต์จะไม่เหมือนกันทีเดียวแต่ลักษณะของการจัดเก็บข้อมูลเพื่อประมวลผลการค้าหาของ Google มีลักษณะคล้ายๆกัน คือ Google จะให้ความสำคัญกับคีย์เวิร์ดหรือคำที่อยู่ในตำแหน่งที่สำคัญของเพจ ตำแหน่งที่สำคัญของเพจดังกล่าวคือ

– ชื่อเพจ (ซึ่งได้กล่าวไปแล้วในโพสต์ก่อนหน้านี้)
– คำอธิบายเพจ หรือ Description
– ส่วนของ About หรือเกี่ยวกับเพจ 

เมื่อสร้างเพจเสร็จแล้วบางคนอาจจะขี้เกียจไม่ใส่ข้อความอธิบายเกี่ยวกับเพจ หรือใส่ไปแบบมั่วๆให้เสร็จไปก่อนแล้วค่อยกลับมาอัยเดทภายหลัง วิธีการแบบนี้เป็นการเสียสิทธิ์ที่จะเพิ่มอันดับของแฟนเพจใน Google อย่างยิ่ง

ทางที่ดีที่สุดควรใส่เนื้อหาของเพจให้ครบถ้วน และใส่คีย์เวิร์ดของสินค้าหรือบริการที่เรานำเสนอที่คิดว่าสำคัญที่สุดตั้งแต่เริ่มต้น และถ้าหากประเภทของเพจเป็นธุรกิจหรือสถานที่ควรระบุเบอร์โทร ที่อยู่ให้ครบถ้วน หากมีเว็บไซต์ควรระบุเว็บไซต์ในคำอธิบายของเพจด้วย

Tip: Google ให้น้ำหนักกับข้อความอธิบายเพจ ดังนั้นเมื่อต้องการให้อันดับ หรือตำแหน่งของแฟนเพจปรากฏใน Google ควรใส่คีย์เวิร์ดเป้าหมายใน About และ Description ของเพจ ให้สัมพันธ์กับสิ่งที่เพจนำเสนอ

 

กระบวนการที่ 5.  ไม่กีดกันการเข้าถึงแฟนเพจ

หลายๆคนเข้าใจผิดว่าการจำกัดการเข้าถึงเพจให้เฉพาะกลุ่มคน เช่นอายุ และประเทศ เป็นการสร้าง scope ของลูกค้าให้เฉพาะเจาะจงขึ้น โดยหวังว่าจะให้เพจเข้าถึงผู้มุ่งหวังได้ชัดเจนขึ้นไม่ครอบจักรวาล แต่ความเป็นจริงแล้วแฟนเพจไม่เหมือนการการโฆษณาที่เจาะกลุ่มเป้าหมายที่ต้องจำกัด scope ของกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน แต่การจำกัดกลุ่มการเข้าถึงของเพจจะมีผลต่อการค้นหา Google ด้วย จึงทำให้เพจที่มีการ ดังนั้นต้องไม่จำกัดการเข้าถึงใดๆ

การจำกัดของแฟนเพจมี 2 อย่างหลักๆ คือ

1. ข้อจำกัดของประเทศ
การตั้งค่าข้อจำกัดนี้เป็นการบอกว่าไม่ต้องการผู้ใช้งาน Facebook ประเทศเทศเห็นเพจของเรา หรือคิดว่าต้องการจะให้เฉพาะคนที่อยู่ในประเทศไทยเห็นเพจเพราะเพจเป็นภาษาไทยเลยไม่ต้องการให้คนต่างประเทศเห็น จริงๆแล้วการตั้งค่าข้อจำกัดนี้เป็นการสร้างผลเสียให้กับเพจอย่างมาก เพราะผลกระทบที่ได้รับคือเพจจะถูกปิดไม่ให้ Search Engine เห็นไม่ว่าจะเป็น Google Bing หรือ Yahoo

ข้อแนะนำ: โดยปรกติแล้วไม่มีความจำเป็นในการจัดกัดประเทศเลย หากต้องการบล๊อกหรือกีดกันการเข้าถึงให้ทำแบบรายบุคคลจะดีกว่า

2. การจำกัดอายุ
การจำกัดอายุคือการตั้งเงื่อนไขให้ Facebook ปกปิดเพจจากผู้ใช้ที่มีอายุไม่ครบตามที่เราตั้งค่าให้เห็นเพจนั้น สิ่งที่ Facebook ทำคือคำนวนจากวันเดือนปีเกิดของเจ้าของ Account หากมีอายุไม่ถึงตามที่เพจกำหนดก็จะไม่สามารถเห็นเพจนั้นได้

ถึงแม้ Facebook ไม่มีอำนาจในการควบคุม Search Engine และจะไม่สามารถควบคุมอายุคนเข้าชมจาก Search Engine ได้และเป็นไปได้ว่าผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่าอายุที่เราจำกัดก็เห็นเพจของเราจาก Search Engine แต่พอกดเข้าดูเพจก็จะเข้าเพจไม่ได้ แต่สิ่งที่จะกระทบคือ Google เน้นคุณภาพของลิงค์ผลการค้นหากล่าวคือเมื่อมีผลการค้นหาปรากฏเมื่อเปิดลิงคืเข้าไปแล้วจะต้องเปิดได้ Google ทำการจำกัดผลการค้นหาโดยอาศัย ค่าที่จำกัดมาจาก  Facebook เป็นหลัก ดังนั้นจึงเป๋็นไปได้สูงที่ตั้งค่าจำกัดอายุแล้วจะมองไม่เห็นเพจจาก Google

ข้อแนะนำ: ระวัดระวังใจการจำกัดอายุ หากเพจไม่มีอะไรต้องปิดบังก็ไม่ควรจำกัดอายุ

 

วิธีที่ 6: อับเดท status บ่อยๆ เพื่อให้ Google ได้จัดเก็บเนื้อหาของเพจ

อับเดทสถานะ หรือโพส์ status หรือแชร์ผ่านเพจผ่านบ่อยๆ สามารถช่วยให้ Google คนหาได้ง่ายขึ้น แต่ก่อนอื่นขออธิคำว่าบ่อยหมายถึงบ่อยตามความเหมาะสมของเพจ ไม่ถี่เกินไปและไม่ห่างเกินไป หากมากไปจะสร้างความรู้สึกเป็น spam และยัดเยียดให้ผู้ติดตามมากเกินไป หรือ Facebook มองว่าเป็น spam ได้  หรือหากไม่หากนานๆอับเดททีก็จะเสียโอกาสในการสร้างเนื้อหาหรือข้อความที่ให้ Google ค้นหาได้

Facebook มีกลไกในการตรวจสอบว่าโพสต์ไหนเป็น spam โพสต์ไหนเป็นโพสต์ที่มีคุณภาพ เช่น Facebook จะแยกออกระหว่างเพจรายงานเหตุการณ์ปัจจุบันที่อับเดททุกๆ 30 นาที กับเพจขายสินค้า Affiliate ที่โพสต์ spam บ่อยๆ ดังนั้นต้องเลือกความถี่ของการโพสต์หรือแชร์ให้เหมาะสม 

และที่สำคัญอีกประการหนึ่งควรโพสต์ในเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้โพสต์นั้นปรากฏให้ผู้ติดตามได้เห็นมากที่สุด เช่นจากสถิติของผู้ใช้งาน Facebook ในประเทศไทย จะมีคนใช้งานมากที่สุดเวลาประมาณ 5 โมงเย็น ถึง 5 ทุ่ม โดยจะมีประมาณสูงสุดประมาณ 2 ทุ่ม วันที่มีคนใช้งานมากที่สุดคือ พฤหัส ศุกร์ และเสาร์ หากโพสต์ในช่วงนี้ News Feed ของเพจของเราก็จะมีโอกาสปรากฏให้ผู้ติดตามเห็นทันที

การโพสต์ หรือแชร์รูป หรือวีดีโอ เป็นสิ่งที่ผู้ติดตามให้ความสนใจมากที่สุด แต่การโพสต์ดังกล่าวโดยไม่ใส่คำอธิบายไม่ช่วยให้ Google มองเห็นได้ หากต้องการเพิ่มการมองเห็นของ Google ควรอย่างยิ่งที่จะใส่คำอธิบายของตัวเองในโพสต์นั้นด้วย เพราะ Google จะตรวจคำจากคำอธิบายมาประกอบในการสร้างผลการค้นหา เช่นตัวอย่างการแชร์ของเว็บ MOZ.com ด้านล่าง

ทำไมปริมาณการโพสต์และแชร์ถึงมีผลต่อการค้นหาของ Google คำตอบหลักๆคือเป็นการเพิ่มเนื้อหาลงบนเพจ และเนื้อหาที่เพิ่มหรือแชร์ไปนั้นหากผู้ติดตามทำการแชร์ต่อก็จะมีผลต่อ Google เพิ่มขึ้นด้วย  หลักการง่ายๆคือยิ่งมีคนแชร์โพสต์ของเรามากกว่าเท่ายิ่งดีแท่านั้น ล่าสุด Dr. Matt Peters ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลของ SEOmoz ได้ทำการทดสอบในปี 2013 ว่าการแชร์ของผู้ติดตามมีผลการค้นของกูเกิลอย่างไร ผลออกมาอย่างคือในบรรดาองค์ประกอบของแฟนเพจทั้งหมด จำนวนที่มีการแชร์เนื้อหาจากเพจมีผลต่อการค้นหาของ Google ที่เห็นในตารางด้านล่าง ดังนั้นจะเห็นว่าหากผู้ติดตามแชร์เพจหรือโพสต์ของเรามาก็จะมีผลต่อการค้นหา Google มากขึ้นด้วย

Tip:
1. Google จะให้ความสำคัญของคำแรกของโพสต์สถานะ ควรเลือกคำอธิบายให้ตรงกับคีย์เวิร์ดเป้าหมายของเพจ
2. อย่าโพสต์ข้อความที่ก๊อปปี้โพตส์ของที่อื่นมาตรงๆเพราะ Google จะลดความสำคัญของเนื้อหาที่ซ้ำกัน
3. หากแชร์รูปควรเขียนคำอธิบายที่เกี่ยวข้องกับรูปที่เป็นคีย์เวิร์ดเป้าหมายของเพจด้วย
4. พยายามหาทางให้ผู้ติดตามแชร์เพจหรือโพสต์ของเราให้มากที่สุด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *