7 วิธีหลีกเลี่ยง Google Penalty

Google Penalty คือการที่เว็บไซต์โดนกูเกิลลดอันดับจากผลการค้นหา เนื่องจากเว็บไซต์ดังกล่าวไม่ได้ทำตามกฏและเกณฑ์ตามที่กูเกิลวางไว้ หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือโดนลบออกจากผลการค้นหาไปเลย Google Penalty มี 2 ประเภทคือการลดตำแหน่งเว็บไซต์โดยโปรแกรมหรือที่เรียกว่า Algorithm ของกูเกิล และการลดตำแหน่งโดยพนังงานของกูเกิล

หากคุณกังวลว่าเว็บไซต์ของคุณจะโดน Google Penalty ขอบอกได้เลยว่าไม่ต้องกังวลมากเกินไป หากคุณพัฒนาเว็บไปไซต์ตามวิถีทางธรรมชาติที่ควรจะเป็นก็จะไม่โดน Google Penalty ง่าย เช่น ไม่ไปก๊อปเนื้อหาจากเว็บอื่นมาใส่เว็บของตัวเอง ไม่พยายามหลอกกูเกิลโดยการอัดคีย์เวิร์ดเป้าหมายในหน้าเว็บเยอะๆ ไม่ซื้อ Backlink ไม่เผยแพร่นำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น

women-google-penalty

 

โดย โพสต์ก่อนหน้านี้  เราได้พูดถึงความหมายและประเภทของ Google Penalty กันไปแล้ว วันนี้จะขอพูดถึงวิธีการหลีกเลี่ยงกันบ้างดีกว่า ก่อนอื่นมาดูกันว่าระดับของการโดน Google Penalty มีอะไรบ้าง

ระดับเล็กน้อย

  • เว็บไซต์ถูกลดความสำคัญ
  • ตำแหน่งผลการค้นหาตกนิดหน่อย เช่น จากอยู่หน้าแรกตกไปอยู่หน้า 3

ระดับปานกลาง

  • Google บันทึกว่าเว็บไซต์เป็นเว็บไซต์ที่มีปัญหา
  • ตำแหน่งผลการค้นหาตกลงไปอย่างมาก เช่นอยู่หน้าแรกตกไปอยู่ที่หน้า 50

ระดับรุนแรง

  • เว็บไซต์ถูกลบออกจากผลการค้นหาของ Google โดยสิ้นเชิง

 

ขอให้เราจำไว้เสมอว่าเมื่อหวังเพิ่ง Google ให้แสดงผลการค้นหาของเว็บไซต์ของเรา และต้องการให้ได้ผลดีกับธุรกิจของเราในระยะยาว เราก็ต้องปฏิบัติการกฏเกณฑ์ของ Google โดยเคร่งคัด ต้องไม่ใช้เทคนิคประเภท Black Hat ทั้งสิ้น ให้เน้นคุณค่าของเว็บไซต์ที่มีให้ผู้อ่านเป็นหัวใจสำคัญกูเกิลจะรู้เองว่าเว็บไซต์ไหนมีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่า หากทำเช่นนี้แล้วก็ไม่มีทางเลยที่จะโดน Google Penalty

โพสต์นี้จะแนะนำ 7 วิธีหลีกเลี่ยง Google Penalty จริงๆมีเยอะกว่านี้มาก แต่วันนี้ขอนำเสนอเพียง 7 แนวทางหลักๆที่สำคัญ ว่ามีอะไรบ้าง แน่นอนผมไม่ได้คิดวิธีนี้ด้วยตัวเองทั้งหมด แต่สรุปเอามาจาก 4 เว็บไซต์ที่เชี่ยวชาญ SEO และ Online Marketing คือ Digital Information Word , BacklinkoMarketing Land, และ KISSmetrics ดังนั้นเนื้อหานี้จึงน่าเชื่อถือได้ เรามาดูกันเลยดีกว่า วิธีเลิ่ยง Google Penalty มีอะไรบ้าง

 

1. หลีกเลี่ยงเนื้อหาซ้ำกับของคนอื่น

พูดภาษาชาวบ้านก็คือ อย่าไปก๊อปเนื้อหาจากเว็บไซต์ของคนอื่นมาใส่ในเว็บไซต์ของตัวเอง บางคนอยากทำอะไรง่ายๆไม่ต้องคิดอะไรมาก ประมาณไปก๊อปอะไรของชาวบ้านแล้วมาใส่เว็บของตัวเองดีกว่า การกระทำเช่นนี้สร้างผลลบอย่างหนักกับเว็บไซต์ เพราะกูเกิลมีกลไกในการตรวจสอบเนื้อหาดังกล่าว

การมีเนื้อหาที่ซ้ำกับของคนอื่นเรียกว่า Duplicate Content และ Google ไม่ชอบ Duplicate Content เป็นอย่างมาก หากพบว่าหน้าเว็บไหนมีเนื้อหาที่ซ้ำกันกับเว็บอื่นๆเว็บไซต์ที่เหมือนกันโปรแกรมของ Google ก็จะลดอันดับของเว็บไซต์ดังกล่าวลง อาจจะลดทุกเว็บไซต์ที่เหมือนกัน หรือลดเฉพาะเว็บที่เกิดใหม่ที่ไปก๊อปเนื้อหาของคนอื่นมาแล้วเหลือเฉพาะเจ้าของดั้งเดิม

duplicate-content

หลายคนอาจจะบอกว่า “ไม่ได้ก๊อปแบบหน้าด้านๆซักหน่อย คือไปเอาเนื้อหาของคนอื่นมาจริงแต่ก็ใส่เครดิต แถมทำลิงค์กลับด้วยนะ และที่สำคัญเป็นเว็บไซต์ไม่แสวงหาผลกำไร ทำแบบนี้ก็ไม่น่าผิดกฏนี่” ตรงนี้เป็นเรื่องของลิขสิทธิ์ซึ่งก็ว่ากันไปในเงื่อนไขและข้อตกลงเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ เนื้อหาซ้ำกันกูเกิลจะมองว่าซ้ำโดยไม่สนใจว่าได้รับอนุญาตให้ไม่ ถึงแม้เราจะได้รับอนุญาตให้เอาเนื้อหามาเผยแพร่ได้แต่ถ้าเนื้อหาต้นฉบับอยู่ในอินเตอร์และกูเกิลมีการจัดเก็บไว็กูเกิลก็จะถือว่าซ้ำอยู่ดี  กูเกิลจะมองว่าเนื้อหาที่ซ้ำกันไม่ได้ให้คุณค่าอะไรใหม่ๆแก่ผู้เข้าชม

บางคนอาจจะเถียงว่า อ้าว..ทีเว็บไซต์รายงานข่าวต่างๆก๊อปเนื้อหาข่าว ก๊อปกันไปก๊อปกันมา หรือมีหลายๆเว็บเป็นเว็บรวมเนื้อหาต่างๆ ก็เห็นเว็บไซต์เหล่านั้นยังอยู่อันดับต้นๆอยู่ตลอด!  ตรงนี้กูเกิลมีกลวิธีจำแนกได้ว่าเว็บไซต์ไหนเป็นเว็บไซต์ Authority (เว็บไซต์ที่ได้รับการยอมรับจากมวลมหาประชาชน หรือเว็บไซต์ที่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป) ที่นำเสนอข่าวและเหตุการณ์สำคัญ ก็จะไม่ได้รับผลจากเนื้อหาที่ซ้ำกันมากนัก แต่ถ้าสังเกตุเว็บไซต์ข่าวใหญ่ๆเขาจะไม่ก๊อปมาทั้งดุ้น แต่ปรับเป็นคำพูดของตัวเองในการนำเสนอเสมอ

แน่นอนมีเนื้อหาที่ซ้ำกันอยู่ในอินเตอร์เน็ตมากมาย และหลายๆเว็บไซต์ก็อาศัยเนื้อหาที่ซ้ำกันที่ว่าดำเนินธุรกิจแต่ก็ไม่โดน Google ลงโทษลดหรือลบผลการค้นหาแต่อย่างใด นั่นหมายถึง Google มีข้อยกเว้นเรื่องเนื้อหาที่ซ้ำกันอยู่เหมือนกัน โดยที่จะยอมรับเนื้อหาที่ซ้ำกันกรณีที่นำเนื้อหาที่ซ้ำนั้นมาเพิ่มมูลค่าผ่านแนวคิดใหม่ หรือเรียบเรียงใหม่แบบธรรมชาติเพื่อนำเสนอในแนวทางที่สร้างคุณค่ามากขึ้น

duplicate-content-red-blue-pen

แล้วเนื้อหาแบบไหนที่ถือว่า OK? มีตัวอย่างดังต่อไปนี้

  • เนื้อหาข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์
  • ภาษาทางเทคนิค หรือภาษาทางกฏหมาย
  • เว็บไซต์เดียวกันแต่เป็นก๊อปปี้สำหรับโดเมนของประเทศอื่นๆ
  • เนื้อหาที่อยู่ในรูปแบบ Print Only (คือเป็นเอกสารในรูปแบบกูเกิลอ่านไม่ได้)
  • เนื้อหางาน วิเคราะห์ วิจารณ์ ที่จำเป็นต้องแนบเนื้อหาต้นฉบับ

 

2. หลีกเลี่ยงการใช้ซอฟแวร์ประเภท Text Spinner สร้างเนื้อหาใหม่

Text spinning หรือ Article spinning หรือ Article Rewriting มีความหมายเดียวกันคือ การนำเนื้อหาเดิม (ที่เอามาจากอินเตอร์เน็ต) แล้วมาปั่นให้ออกมาเป็นเนื้อหาใหม่ จัดเรียงเป็นประโยคใหม่ ผ่านซอท์ฟแวร์ที่เรียกว่า Text Spinner โดยมีจุดประสงค์เพื่อไม่ให้กูเกิลมองว่าเป็นเนื้อหาที่ซ้ำกับที่มีอยู่แล้ว

ความเป็นจริงก็คือกูเกิลมีทรัพสินย์อยู่ประมาณ 4 ล้านล้านบาท (จากข้อมูล Wikipedia) คงจะไม่ยอมให้บริษัทเล็กๆหรือโปรแกรมมือมือสมัครเล่นที่ไหนสร้างโปรแกรมปั่นเนื้อหาเพื่อนำมาหลอกกูเกิลได้

เนื้อหาใหม่ที่ถูกปั่นออกมาจากซอท์ฟแวร์มักจะเป็นเนื้อหาที่ไม่เป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนเขียนออกจากโดยมนุษย์ซึ่งอับเดทหลังๆของ Google จะสามารถตรวจจับเนื้อหาประเภทนี้ได้ทั้งหมด

 

3. หลีกเลี่ยงการทำ Link Farm หรือซื้อ Backlink

Link Farm หรือบางครั้งเรียกว่า Web Farm คือการเปิดเว็บไซต์หลายๆแห่ง หรือเขียนบล็อกจากหลายๆเว็บไซต์ แล้วทำ Backlink มายังเว็บไซต์หลักเพื่อให้มี Baclink เยอะๆ วิธีการน้ำอาจจะใช้ได้ผลถ้าตอนนี้ยังเป็นปี 2007-2008 ปัจจุบันนี้มีการอับเดท Algorithm ของ Google หลายต่อหลายครั้ง การทำ Link Farm นอกจากจะได้ผลน้อย หรืออาจจะไม่ได้ผลเลย อาจจะถูกลงโทษโดยการลดอันดับลงอย่างมาก

backlink

แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นคือการซื้อ Backlink จากผู้ให้บริการ Backlink กรณีนี้มีโอกาสสูงมากๆที่จะโดยกูเกิลเล่นงาน โปรแกรมของกูเกิลฉลาดเกินกว่าที่จะโดนให้หลอกว่า Backlink ไหนเป็นของปลอม และอันไหนเป็นลิงค์ธรรมชาติ ซึ่งลิงค์ธรรมชาติหมายถึงลิงค์ที่เจ้าของเว็บอื่นๆทำลิงค์ออกมาจากหน้าที่มีเนื้อหาเหมือนเว็บของเราและทำการลิงค์มายังหน้าดังกล่าวของเว็บเรา

ข้อนี้ไม่ได้หมายถึงห้ามทำ Backlink แต่หมายถึงอย่าทำ Link Farm เพื่อหลอกกูเกิลว่ามี Backlink โดยวิธีการซื้อหรือทำลิงค์ของตัวเองขึ้นมา Backlink ที่ดีทีสุดคือลิงค์ที่เป็นธรรมชาติ

 

4. หลีกเลี่ยงการทำ Hidden Text

Hidden Text คือคำหรือข้อความที่ทำเป็นตัวเล็กๆ หรือใส่สีให้กลมกลืนกับพื้นหลังของหน้าเว็บไซต์ บางคำที่ซ่อนไว้ก็อาจจะมีลิงค์ซ่อนอีกด้วย โดยไม่เน้นให้คนอ่านเห็นแต่พยายามให้ Google เห็นและคิดว่า Google จะมองว่าหน้านี้มีคำเหล่านี้และจัดเก็บไว้เพื่อเป็นผลการค้นหา  วิธีการนี้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายและเหมือนจะได้ผลด้วย แต่นั่นมันประมาณปี 1999 – 2000 หรือกว่า 15 ปีทีแล้ว ทุกวันนี้นอกจากจะใช้ไม่ได้ผลแล้วอาจจะถูกกูเกิลลดอันดับได้ง่ายๆเลย

 

5. หลีกเลี่ยงการใส่ keyword ถี่เกินไป หรือไม่สัมพันธ์กับเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์

เป็นที่รู้กันว่าหลักการค้นหาคร่าวๆของกูเกิลค้นเว็บไซต์ โดยใช้ คีย์เวิร์ด (keyword) ที่เราใส่ในหว่างการค้นหา หาก keyword นั้นไปปรากฏอย่างเหมาะสมในเว็บไซต์หน้าไหน กูเกิลก็จะแสดงผลหน้านั้น วิธีการง่ายๆที่เว็บมาสเตอร์มักเข้าใจผิดและทำกันมาตลอดคือ ใส่ keyword นั้นๆในหน้าเว็บไซต์ให้เยอะๆ

สมัยหนึ่งในขณะที่ Google เพิ่งเป็นที่นิยมใหม่ๆ Keyword หรือประมาณ 15-16 ปีที่แล้ว คือหัวใจสำคัญของโลก Search Engine สมัยนั้นการจะทำให้เว็บไซต์ติดผลการค้นหาคือ การหา keyword หรือคำทั้งประโยคที่เป็นเป้าหมาย แล้วใส่คำหรือประโยคนั้นลงในหน้าเว็บไซต์ โดนที่ไม่จำเป็นต้องมีเนื้อหาที่ดีเยี่ยม หรือแม้กระทั่งไม่จำเป็นที่ประโยคนั้นจะสมบูรณ์หรือไม่ พอค้นหาคำหรือ keyword นั้นตรงๆ เสร็จแล้วก็ บู๊ม!!! หน้าเว็บไซต์หน้านั้นของเราก็จะปรากฏในผลการค้นหา Google

google-over-optimization

โลกความเป็นจริงในตอนนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้นอีกแล้ว กูเกิลไม่ได้มองแค่ว่ามี keyword ในหน้านี้เยอะแล้วจะแสดงผลการค้นหาให้ แต่ประเมินจากหลายๆปัจจัย เช่น keyword สอดคล้องกับเนื้อหาในเว็บ ปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมหรือไม่ มีปริมาณพอดีหรือไม่ และที่สำคัญเนื้อหานั้นมีคุณค่าสำหรับผู้อ่านหรือไม่ ยิ่งมี keyword ที่ไม่สัมพันธ์กับเนื้อหาในหน้านั้นเว็บไซต์ยิ่งมีโอกาสถูกลดความสำคัญลง

ตรงนี้ผมก็ไม่ได้มั่วขึ้นมาเองเช่นกัน แต่ได้อ้างจากการให้สัมภาษณ์ในงาน SXSW Interactive หัวข้อ Dear Google & Bing: Help Me Rank Better! ในปี 2012 ซึ่งให้สัมภาษณ์บนเวทีโดย Matt Cutt หัวหน้าทีม Web Spam ของกูเกิล

การวางแผนสร้าง keyword ในเนื้อหาเป็นสิ่งที่สำคัญและยังจำเป็นอยู่  แต่ถ้าหากเราอัด keyword นั้นๆลงไปในหน้าพี่มากเกินไป โดยไม่สนใจว่าเนื้อหาจะเป็นอย่างไร กูเกิลจะมองว่าเป็นการจงใจทำเพื่อหวังผลการค้นหาไม่ได้ให้คุณค่าแก่ผู้อ่านอย่างแท้จริง และจำทำการลดอันดับเว็บไซต์นั้นๆลง

หลังปี 2011 เป็นต้นมากูเกิลได้มุ่งเน้นอย่างหนัก ที่จะเปลี่ยนการให้ความสำคัญกับ keyword มาเป็นให้ความสำคัญกับคุณภาพของเนื้อหา (Content Quality) ดังนั้นให้หลีกเลี่ยงการอัด keyword ที่เราต้องการลงในหน้าใดหน้าหนึ่งมากเกินไป ให้เน้นความสัมพันธ์ระหว่าง keyword ดังกล่าวกับเนื้อหาในหน้าเว็บนั้นๆมากกว่า ซึ่งจะทำให้เนื้อหานั้นมีคุณภาพซึ่งเป็นสิ่งที่กูเกิลต้องการอย่างยิ่ง

 

6. หลีกเลี่ยงการสร้างหรือลิงค์ไปยัง Account ปลอมของ Social Network ต่างๆ

ข้อนี้ตรงๆง่ายๆ หลีกเลี่ยงการสร้าง social sharing ปลอม เช่นใช้บริการเพิ่มไลค์ เพิ่มแชร์ จากแอคเคาท์ปลอมจาก Social Network ต่างๆ Google เริ่มให้ความสำคัญกับการเพิ่มเว็บไซต์กับโลกโซเชียลแต่การให้เทคนิคต่างๆ ในการสร้างแชร์ หรือไลค์ ปลอม เพื่อสร้างประทับใจให้กับผู้อ่านว่าเว็บไซต์หรือหน้าของเว็บไซต์ของตัวเองมีการถูกแชร์หรือกล่าวถึงในโซเชียลเน็ตเวิร์ค เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้ Google ลดความสำคัญของเว็บไซต์ลง

 

fake_social

ตัวอย่างเช่น เว็บเล็กๆที่ Brian Dean จากเว็บไซต์ Backlinko.com ยกตัวอย่างว่าเว็บเล็กๆเว็บหนึ่ง ที่มีการทวีตไปถึง 6 พันครั้ง มีการแชร์เป็นหมึ่นครั้ง แต่ไม่มีคอมเมนต์เลย มีแนวโน้มว่าจะเป็นแชร์ หรือไลค์ปลอม และเว็บนั้นก็ตกอันดับจาก Google หลักจากนั้นไม่นาน

 

7. หลีกเลี่ยงการทำ Link Text ไม่สัมพันธ์กับ Keyword

Link Text หรือที่เรียกว่า Anchor Text (แองเคอร์ เท็กต์) คือ Keyword หรือข้อความที่มีลิงค์อยู่ ไม่ว่าจะลิงค์ไปหน้าอื่นๆของเว็บไซต์เดียวกัน หรือเว็บไซต์อื่น การทำลิงค์แบบนี้ keyword ดังกล่างต้องสัมพันธ์กับลิงค์ที่ออกไปด้วย เช่นลิงค์คำว่า รถยนต์มือสอง แต่ลิงค์ไปยังหน้าเกี่ยวกับเครื่องสำอางหน้าเว็บไซค์หน้านี้ก็จะถูกลดความสำคัญ อันดับก็จะตกลงไปอย่างมาก

 

 

ภาพ:
www.hermish.com
www.solicitorseo.com
www.contentlead.com
www.ustandout.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *