อย่าเสียเวลาไปกับการทำ Link Building

Businessman Looking For Seo Success Road Concept

อย่าเสียเวลาไปกับการทำ Link Building เหรอ? ใช่แล้วครับ ผมเขียนถูกแล้ว โพสต์นี้เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงาน ใช้ทรัพยากรสร้าง Backlink เนื่องจาก SEO Dummy เป็นเว็บไซต์ที่ต้องการนำเสนอข้อมูลในโลก SEO ในแนวทางที่อธิบายแบบง่ายๆที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการเสนอเนื้อหาของ SEO ที่มีอับเดทมากที่สุด บางหัวข้อแทบจะดูขัดหรือดูนอกคอก ไปจากชุมชน SEO อื่นๆโดยทั่วไป ยังไงลองมาติดตามกันดูนะครับ

ขออธิบายในภาษาชาวบ้านอีกครั้งแบบง่ายๆ Link Building คือกระบวนการที่เว็บมาสเตอร์ หรือเจ้าของเว็บไซต์ ทำเพื่อให้มีลิงค์จากเว็บอืนๆเข้ามายังเว็บไซต์ของเราให้มีจำนวนมากๆ ลิ้งที่เข้ามานี้เรียกว่า Backlinks

ตรงนี้อย่าสับสนกันนะครับ Link Building เป็นกระบวนการทำให้มีลิงค์ ส่วน Backlink คือลิงค์ที่เข้ามายังเว็บไซต์ของเรา โพสต์นี้ไม่ได้หมายถึงอย่ามี Backlink หนะครับ แต่หมายถึงอย่าใช้พลังงานไปกับการหา Backlink จนมากเกินไป แต่เน้นให้มีเนื้อหาที่ดีก่อนแล้วให้ Backlink มันเกิดเองตามธรรมชาติของมัน

 

Link คือจุดเริ่มต้นของ Google

เป็นที่รู้กันมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของของ Google ว่า ลิงค์คือส่วนสำคัญที่ Google ใช้ในการประเมินว่าเว็ยไซต์ไหนควรปรากฏในผลการค้นหา และเว็บไซต์ไหนควรขึ้นอันดับต้นๆ ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว Google ถือกำเนิดมาจากงานวิจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของลิงค์ต่อผลการค้นหาของ Search Engine ของ Larry Page และ Sergey Brin สมัยเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

ขอย้อนไปก่อนหน้าที่จะมี Google ซักประมาณปี 1995-1998 นั้นมี Search Engine ใหญ่ๆอยู่ 4-5 รายคือ Yahoo, Excite, Hotbot และ AltaVista แต่ที่ใหญ่ที่สุดในตอนนั้นคือ Yahoo ซึ่งตอนนั้นแทบทุก Search Engine ใช้ Keyword เป็นกลไกสำคัญในการประเมินว่าเว็บไซต์ไหนที่ควรปรากฏในผลการค้นหา หลักการที่พอจะอธิบายได้ง่ายๆคือเว็บไซต์ไหนที่มี คำ หรือ ประโยคปรากฏในหน้าเว็บไซต์ (ไม่ว่าจะอยู่ในหัวเรื่อง เนื้อหา หรือ Meta Tag) แล้วตรงกับ keyword ที่ผู้ใช้งานใช้ในการค้นหามากที่สุดก็อยู่ในตำแหน่งต้นๆของผลการค้นหา

Link-Building

สิ่งที่ตามมาคือบรรดาเว็บมาสเตอร์ ผู้พัฒาเว็บไซต์สามารถหลอก Search Engine ได้ระดับหนึ่ง เช่นถ้าอยากให้เว็บไซต์อยู่ในผลการค้นหา ก็ใส้คำ หรือ keyword ที่ต้องการไปในหน้าเว็บไซต์นั้นเยอะๆเลย บางครั้งไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับใจความทั้งหมดของหน้านั้นๆก็ได้ Search Engine ยุคนั้นจึงแสดงผลที่มีเนื้อหาที่ไม่ตรงตามที่เราต้องการมากนัก

ในงานวิจัยของ Larry Page และ Sergey Brin ดังกล่าวทั้งคู่ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลิงค์ของแต่ละหน้าแต่น้ำหนักของหน้านั้นๆที่จะไปมีผลต่อผลการค้นหาอย่างไร จากจุดเริ่มต้นตรงนี้ทั้งคู่ได้ได้เขียนโปรแกรม Search Engine ของตัวเองขึ้นมาโดยอาศัยหลักการที่ว่าหน้าเว็บไซต์หน้าไหนมีลิงค์ ผ่านคำหรือ keyword หนึ่งๆ เข้ามาจำนวนมากแสดงว่ามีความสำคัญมาก สำหรับ keyword นั้นๆ และเว็บไซต์ที่มีลิงค์เข้ามามากไม่ว่าจะผ่านทาง keyword อะไรก็จะมีความสำคัญมากกว่าเว็บอื่นๆ

โดยที่เขาทั้งสองตี่ความหมายว่าถ้ามีหลายๆเว็บไซต์ลิงค์ไปยังเว็บไซต์เว็บใดเว็บหนึ่ง แสดงว่าเว็บไซต์นั้นมีเนื้อหาที่เว็บไซต์อื่นๆแนวนำให้ผู้อ่านเข้าไปอ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นเว็บดังกล่าวน่าจะมีเนื้อหาที่มีความใกล้เคียงสัมพันธ์ (Relevance) กับ keyword นั้นๆ และควรมีความสำคัญหรือมีน้ำหนักมากกว่าเว็บไซต์อื่นๆที่ไม่มีลิงค์เข้า ยิ่งเว็บไซค์ไหนที่มีเว็บไซต์ใหญ่ๆลิ้งเข้ามาด้วยยิ่งจะมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้นไปอีก

google_history

ดังนั้นเว็บที่ว่าควรจะปรากฏในผลการค้นหาในอันดับต้นๆ หลักการนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง Google และเป็นหัวใจหลักของการค้นหา Google มาโดยตลอด โดยทั้ง Page และ Brin เรียกหลักการนี้ว่า PageRank หรือ PR

PageRank คือ ค่าลำดับความสำคัญของเว็บไซต์ที่ Google ตั้งขึ้น  และได้กำหนดค่า PageRank ที่ว่าไว้ตั้งแต่ 0 ถึง 10 ยิ่งตัวเลขสูงเท่าไหร่ PageRank จะยิ่งสูงเท่านั้น และหมายถึงจะอยู่ในลำดับต้นๆของผลการค้นหาสำหรับ keyword ที่เหมาะสม

 

Link Building กลายมาเป็นศูนย์กลางพลังงานของ SEO

จากจุดเริ่มต้นดังกล่าวบรรดาเว็บมาสเตอร์แหละนักพัฒนาเว็บไซต์ก็ได้เห็นแล้วว่า การทำให้มีลิงค์ภายนอกเข้ามายังเว็บไซต์ของตัวเองเยอะๆ ที่เรียกว่า Backlink คือปัจจัยหลักที่จะทำให้ผลการค้นหาอยู่ลำดับต้นๆ และ Google เองก็ไม่ได้ปฏิเสธตรงนี่เลย จะเห็นได้ว่าในรอบ 6-7 ปีที่ผ่านมาบรรดาเว็บมาสเตอร์ทั่วโลกให้ความสำคัญกับ backlink เป็นอย่างมาก มีการคิดค้นกลวิธีมากมายเพื่อให้มีลิงค์เข้ามายังเว็บไซต์ของตัวเองเยอะๆ ทั้งแนว White Hat (หมายถึงวิธีการต่างๆที่อยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ของ Google) และ Black Hat (หมายถึงวิธีที่ผิดกฏเกณฑ์ของ Google โดยออกแรงน้อยที่สุดและมีจุดประสงค์ให้เห็นผลเร็วที่สุด)

link-building-show

ตัวอย่างของการทำ Backlink แบบ White Hat ได้แก่

  • การคอมเมนต์ในบล็อกต่างๆ โดยเน้นเนื้อหาคอมเม้นต์ที่มีประโยชน์ เสนอมุมมองใหม่ สร้างคุณค่าแก่เจ้าของบล็อกและผู้อ่าน
  • การทำเนื้อหาในเว็บให้น่าอ่าน มีประโยชน์ และนำไปฝากให้เว็บไซต์อื่นๆเขียนแนะนำติชม
  • การเขียนบทความในเว็บไซต์อื่นๆที่เปิดโอกาสให้มีการเขียนบทความ ที่ไม่ซ้ำกับบทความที่มีอยู่แล้ว (ที่เรียกว่า Original Content) และลิงค์กลับมายังเว็บไซต์หลักของตัวเอง เช่น Ezine Article หรือ Storify.com แต่ต้องเป็นเนื้อหาที่ไม่ซ้ำกันเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม Google ได้ให้ข้อมูลผ่านทาง Google Webmaster Blog แล้วว่าปัจจุบัน Google เริ่มมองแล้วว่าการโพสต์เนื้อหาลงในเว็บไซต์ที่เรียกว่า Article Directory เป็นเนื้อหาที่คุณภาพต่ำ (แต่ก็ยังไม่ถือว่าผิดหลักเกณฑ์) ถ้าเลี่ยงก็ควรเลี่ยง
  • การทำบล็อกของตัวเองในเว็บบล็อกฟรี เช่น Blogger หรือ Weebly เพื่อแนะนำสินค้า หรือบริการ หรือแนะนำเนื้อหาในเว็บหลักโดยไม่ก๊อปปี้เนื้อหาหลักไปวางตรงๆ
  • การเขียนรีวิวที่มีเนื้อหาที่ดี (ไม่จำเป็นต้องเป็นรีวิวแง่บวกเสมอไป) ให้คุณค่าแก่คนอื่น ในเว็บไซต์ที่อนุญาตให้ใส่ลิงค์กลับได้
  • การโพสต์ หรือ แชร์ ลิงค์ หรือเนื้อหาที่ไม่เข้าข่ายเป็น spam ในโซเซียลเน็ตเวิร์คต่างๆ

ที่กล่าวมาถือเป็นการทำ Link Building แบบ White Hat ที่ Google ยอมรับ ส่วนจะได้ผลว่าสร้าง backlink ที่มีน้ำหนักมากแค่ไหน หรือไม่มีน้ำหนักเลยก็อยู่ที่ ระบบของ Google ที่จะทำการประเมิน

ต่อมา ตัวอย่างของการทำ Backlink แบบ Back Hat ได้แก่

  • การซื้อ Backlinks เพื่อให้มีลิงค์เข้ามายังเว็บไซต์ของตัวเอง การซื้อลิงค์เป็นการทำผิดกฏของ Google อย่างชัดเจน หากตรวจพบจะโดน Google Penalty อ่านได้ที่นี่
  • การทำ Link Farm คือการสร้างเว็บไซต์ หรือบล๊อก จำนวนมาก แล้วทำลิ้งค์เข้ามายังเว็บไซต์หลัก หรือจับมือกับเว็บไซต์อื่นๆ เพื่อทำการแลกลิงค์ระหว่างกันภายในกลุ่ม
  • ใช้โปรแกรมโพสต์คอมเมนต์ตามบล็อกต่างๆ โดยเนื้อหาคอมเมนต์ไม่ได้มีคุณค่าอะไรเลย โดยหวังว่างคอมเมนต์ที่โพสต์ลงไปจะเป็น Backlink ให้เว็บไซต์ของตัวเองได้ แบบนี้ถือเป็นการ spam ชาวบ้านมีแต่เสียกับเสีย Google
  • การใช้ script เจาะเข้าไปในเว็บไซต์ของชาวบ้านเพื่อสร้าง Backlink กลับมายังเว็บไซต์ของตัวเอง
  • การนำลิงค์ของเว็บไซต์ของตัวเองไปโพสต์ตามที่ต่างๆ เช่นกระดานสนทนา หน้าประกาศ หรือเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์ค จำนวนมาก และถี่เกินไป โดยไม่สนใจว่าเนื้อหาจะมีคุณค่าหรือประโยชน์เท่าไดนัก ส่วนมากจะใช้ script ประเภท Mass Post หรือ Auto Post การกระทำแบบนี้ทั้ง Google และ โซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆมองว่าเป็น spam และจะมีสิทธิ์ถูกลดลำดับหรือถอดออกจากผลการค้นหาในที่สุด

 

ต่อไปนี้ Link Building ไม่ใช่อนาคตของ SEO อีกต่อไป

อย่างที่กล่าวไปแล้ว เป็นเวลาหลายปีเลยทีเดียวที่เว็บมาสเตอร์และเจ้าของเว็บไซต์ ให้ความสำคัญกับการสร้าง backlink กันอย่างหนัก เพราะที่ผ่านมามันเป็นปัจจัยแรกๆที่ทำให้เว็บไซต์ขึ้นอันดับต้นๆ แต่ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังเข้าใจผิดมาตลอดว่า

Link Building = การสร้าง Backlink

ซึ่งไม่ถูกต้อง

รูป : searchenginewatch.com

รูป : searchenginewatch.com

โดยเฉพาะ Matt Cutts ซึ่งเป็น Search Engineer และ อดีตหัวหน้าทีม Web Spam (ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดการกับการโกงผลการค้นหา Google และทำการอับเดท Algorithm ของ Google เพื่อให้ได้ผลการค้นหาที่ดีขึ้น) ของ Google มีความคิดเห็นที่ต่างกับที่เราเข้าใจ เขากล่าวว่า การสร้าง Backlink เป็นสิ่งที่ดีและจะมีผลต่อผลการค้นหามากถึงมากที่สุด

แต่การทุ่มพลังงานไปกับ Backlink โดยให้ความสำคัญเนื้อน้อยกว่าที่ควรจะเป็น จะทำให้ backlink ที่มีเป็นลิงค์ที่ไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร แต่ Google Update หลายๆครั้งที่ผ่านมาโดยเฉพาะ อับเดทที่มีชื่อว่า Panda เริ่มมีการตรวจจับ Backlink ที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งกูเกิลเรียกลิงค์ลักษณะแบบนี้ว่า Low Quality Link และแน่นอนว่าการอับเดทครั้งต่อๆไปจะเริ่มให้ความสนใจกับ Backlink ที่ไม่มีความสัมพันธ์กับเนื้อหา และจะเริ่มลดอันดับของลิงค์ที่ไม่มีคุณภาพมากขึ้นและมากขึ้น

 

แล้วอนาคตของ SEO คืออะไร?

ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมากูเกิลได้ออกมาย้ำหลายครั้ง (ผ่าน Blog ของกูเกิลเอง) ว่าอนาคตของ SEO คือ User Experience หรือ ประสบการณ์ (ที่ดี) ของผู้ใช้งาน ความสำคัญตรงนี้ได้ถูกบรรจุลงเป็นอันดับ 1 ในปรัชญา Ten things we know to be true  อีกด้วย

ตรงนี้ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO หลายสำนักใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Search Engine Land, Seach Engine Watch, MOZ, Niel Patel และตัวของ Matt Cutts ซึ่งเป็นตัวแทนของ Google เอง ต่างก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในทิศทางเดียวกันว่า อนาคตของ SEO และเป็นสิ่งแรกที่เว็บมาสเตอร์ควรทำ คือ User Experience ต่างหาก แล้ว Backlink ถึงตามมาทีหลัง

User Experience คืออะไร? มันก็คือผลรวมของความพอใจในการใช้งานทั้งหมดของผู้ใช้งานที่มีต่อ Google ไม่ว่าจะเป็น ได้รับเนื้อหาที่ตรงตามที่ต้องการ (Relevance) ความเร็วในการได้รับ (Speed) ความง่ายต่อการใช้งาน (Usability) และสำคัญที่สุดคุณภาพของเนื้อหา (Quality Content)

SEO-find

 

ประสบการณ์ที่ดีต่อผู้ใช้งานจึงประกอบไปด้วย เนื้อหาที่ดี เนื้อหามีความสัมพันธ์กับสิ่งที่หา เว็บไซต์ที่โหลดเร็ว เว็บไซต์ที่สามารถเข้าดูได้ทางอุปกรณ์โมบายได้ง่าย (เรียกว่าเว็บไซต์ที่เป็น Responsive) มี backlink ที่มีคุณภาพ เว็บไซตอ่านง่าย เป็นต้น ดังนั้น Backlink เป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่ง (ที่สำคัญมาก) ในการไปสู่เป้าหมายของ Google เท่านั้น เพราะเป้าหมายของที่แท้จริงคือ ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน และที่สำคัญเว็บไซต์ที่มี backlink มากไม่จำเป็นจะต้องอยู่ดับดับ 1 เสมอไป

 

ทำไม Google ให้ความสำคัญ User Experience เป็นอันดับแรก?

อ้างอิงจาก Wikipedia กันรายได้ปี 2014 ของ Google มีค่าเท่ากับ 2.4 ล้านล้านบาท (6 หมื่น 6 พันล้านเหรียญ) และประมาณ 90% ของรายได้ดังกล่าวมาจากโฆษณาในผลการค้นหา Google

ลองคิดดูจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหาก Google ไม่สามารถรักษาผลการค้นหาให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน หรือยอมให้เว็บไซต์ต่างๆแสดงผลการค้นหาที่มีเนื้อหาที่ไม่มีคุณค่ากับผู้คนหา หรือหาข้อมูลแต่ดันเจอแต่เว็บไซต์ที่เอาแต่จะขายของท่าเดียว แน่นอนถ้าหากเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น หรือผู้ใช้งานยากกว่ากว่าเดิมเพราะต้องใช้พลังในการค้นมากกว่าเดิม ผู้ใช้งานจะเริ่มเลิกใช้ Google และหันไปใช้อะไรที่ดีกว่า และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เล่นใหม่ให้เข้ามาแย่งพื้นที่ตลาด (ยกตัวอย่าง Yandex ของรัสเซีย, และน้องใหม่ DuckDuckGo)

ดังนั้น Google จะต้องเพิ่มและรักษา User Experience ให้ได้ดีมีคุณภาพที่สุด เราจึงพูดได้เต็มปากได้เลยว่า “สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้งาน คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับกูเกิล”

 

Google ใช้อะไรเป็นตัววัด User Experience?

คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ไม่มีใครรู้จริงๆ 100% ยกเว้นวิศกรที่ออกแบบ Search ของ Google เอง แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายๆสำนักก็ได้วิเคราะห์และทดลอง และพบว่า Google น่าจะวัดผลของประสบการณ์ของผู้ใช้งาน ว่าค้นหาแล้วได้ผลลัพท์เป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อตรงกับสิ่งที่ค้นหามากเพียงใด ได้จากตัววัดดังต่อไปนี้

 

1. Click Trough Rate (CTR)
ความหมายของ CTR คือ % ของจำนวนคลิ๊ก ที่ผู้ใช้งานคลิ๊ก (Clicks) เทียบกับจำนวนผลการค้นหาที่แสดง (Impression) เว็บไหนมี CTR สูงยิ่งเป็นผลดี

calculating-click-through-rate

ตัวอย่างเช่น ในเดือนเดือนหนึ่งมีผู้ใช้งานค้นหาคำว่า “เทคนิคการทำ SEO” จำนวน  100,000 ครั้ง เว็บไซต์ A แสดงผล 100,000 ครั้ง มีคนกดเข้าไปดู 10,000 ครั้ง

ดังนั้น CTR ของเว็บไซต์ A คือ (10,000 /100,000) x 100 = 10%

ส่วนเว็บไซต์ B แสดงผลในหน้าแรกเช่นกันจำนวน 100,000 ครั้งเช่นกัน แต่มีคนคลิ๊กเข้าไปดู 4,000 ครั้ง

ดังนั้น CTR ของเว็บไซต์ B คือ (4,000 /100,000) x 100 = 4%

กรณีนี้ Google จะรู้ว่าเว็บไซต์ A มีเนื้อหาที่ใกล้เคียงกับคำว่า เทคนิคการทำ SEO

 

2. Bounce Rate
ความหมายของ Bounce Rate คือ % ของจำนวนคลิ๊กที่เข้าไปดูเว็บไซต์แล้วกดปุ่ม Back ทันที โดยไม่เปิดหน้าอื่นๆต่อ สามารถตีความได้ว่าผู้ใช้งานเข้าไปดูเว็บตามผลการต้นหาแล้ว แค่เข้าไปหน้าแรก็ไม่พบ หรือไม่พอใจกับเนื้อหา ก็เลยกดปุ่ม back ไปสู่หน้าผลการค้นหา เพื่อเข้าไปดูผลการค้นหาอื่นๆ เว็บไซต์ไหนยิ่งมี Bounce Rate ต่ำ ยิ่งดี

google-bounce-rate

ตัวอย่างเช่น ในเดือนหนึ่ง มีคนค้นหาคำว่า เทคนิคการทำ SEO และกดเข้าดูเว็บไซต์ A จำนวน 10,000 ครั้ง แต่เข้าไปดูหน้าแรกก็กด back ออกมาเลย 5,000 ครั้ง  ดังนั้น Bounce Rate คือ 50%

ส่วนเว็บไซต์ B มีคนกด 4,000 ครั้ง แต่เข้าไปดูหน้าแรกก็กด back ออกมาเลย 1,000 ครั้ง ดังนั้น Bounce Rate คือ 25%

กรณีนี้ Google จะรู้ว่าเว็บไซต์ B มีเนื้อหาที่ใกล้เคียงกับคำว่า เทคนิคการทำ SEO

 

2. Time-On-Site หรือบางครั้งเรียกว่า Session Duration
ความหมายคือ ระยะเวลาที่ผู้ใช้งานเข้าดูเว็บไซต์ผ่านผลการค้นหา ก่อนจะเปลี่ยนไปเปิดเว็บไซต์อื่น หรือกด Back

 

time-on-site

ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ A ผู้ใช้งานคนหนึ่ง เปิดดูเว็บไซต์เป็นเวลา 5 นาที ในขณะที่ ใช้เวลา 30 วินาทีในเว็บไซต์ B กรณีนี้ Google จะมองว่า เว็บไซต์ A มีเนื้อหาที่ตรงกับคำที่ค้นหามากกว่า เว็บไซต์ B ใน keyword หนึ่งๆ เพราะผู้ใช้งานใช้เวลาในเว็บไซต์ A นานกว่า

นี่เป็นเพียงตัวอย่างๆง่ายๆ ให้เห็นภาพ แต่จริงๆแล้ว Google มีกระบวนการคำนวนที่ซับซ้อนกว่านี้มาก ตัววัดดังกล่าวสามารถตรวจดูได้จาก Google Analystics  ถ้าเว็บไซต์ของคุณยังไม่ได้เชื่อมกับ Google Analystics ก็รีบทำการเชื่อมโดยด่วนเพราะเป็นเครื่องมือที่สำคัญและมีประโยชน์มาก

 

แล้วมีความหมายต่อเว็บมาสเตอร์ หรือผู้พัฒนาเว็บไซต์อย่างไร?

โพสต์นี้ของ SEO Dummy ไม่ได้หมายถึง อย่าทำ Link Building แต่หมายถึง อย่าเอาพลังส่วนใหญ่ไป focus ในการทำ Link Building เพราะ Backlink ไม่ใช่ปลายทางของ SEO แต่เป็นเครื่องมือหรือปัจจัยหนึ่งเท่านั้น

อย่างไรก็ตามการมี Backlink ก็ยังเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เว็บไซต์อยู่อันดับต้นๆ แต่การทุ่มทุกอย่างไปที่การทำ Link ก็เหมือนการมีร้านอาหาร แล้วพลังงานในการเชิญชวนหรือโฆษณาให้ลูกค้าให้เข้าร้านเยอะๆ แต่ลืมใส่ใจรสชาด และความอร่อยของอาหาร ในที่สุดก็จะได้แค่ลูกค้าในช่วงแรกๆหลังจากนั้นก็จะลดน้อยลง ทำให้เสียเงินเสียพลังงานไปผิดจุด

quality-content

การมี Backlink ควรเป็นลิงค์มีเกิดขึ้นตามธรรมชาติของมัน กล่าวคือ การมีเนื้อหาที่ดี การเข้าถึงผู้ใช่งานในช่องทางต่างๆ ทั้ง social media ทั้งการโปรโมตด้วยวิธีต่างๆ การสร้างประสบการณ์ที่ดีบนเว็บไซต์ การให้เนื้อหาที่มีคุณค่ามีประโยชน์ การที่มีเว็บไซต์ที่โหลดเร็ว ไม่เป็น spam  และการที่เว็บไซต์อื่นๆเห็นว่าเนื้อหาของเรามีประโยชน์ มีคุณค่าพอที่จะให้ผู้อ่านของเขาได้ติดตามอ่านบ้าง จึงทำลิงค์มายังหน้าเว็บไซต์ของเรา ดังนั้นจุดเริ่มต้นของของ Backlink ทั้งหมดคือ การมีเนื้อหาที่ดี มากกว่าการใช้พลังงานไปกับการหาลิงค์เข้าเว็บไซต์

คำถามคือแล้วจะทำยังไงให้มี Backlink ธรรมชาติเกิดหละ การทำเว็บไซต์เนื้อหาอย่างดีแต่ไม่ทำอะไรเลยก็เหมือนมีร้านอาหารโคตรอร่อยแต่ดันไปเปิดกลางทะเลทราย แล้วใครมันจะแวะเข้าไป แน่นอนกาาได้ backlink แบบธรรมชาติเป็นอะไรที่ยากและใช้เวลานานมากๆ ต้องใช้ความอดทนอย่างสูง โพสต์ต่อๆไปจะพูดถึงวิธีสร้าง Backlink แบบธรรมชาติกันครับ

One Response

  1. wissutaporn August 9, 2017

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *